วัดมโนภิรมย์ (Wat Manophirom) เป็นวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำโขงที่มีประวัติยาวนานราว 300 ปี สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2230 โดยกลุ่มชาวลาวจากเวียงจันทน์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง โดยมี “ท้าวกำสิงห์” เป็นผู้นำชุมชนในการก่อตั้งวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในพื้นที่ในอดีตวัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน ใช้เป็นสถานที่เรียนหนังสือพระ การประกอบพิธีกรรมตามฮีตสิบสองคองสิบสี่ รวมถึงเป็นพื้นที่ตัดสินปัญหาของชาวบ้าน ทำให้วัดมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่มาอย่างยาวนานต่อมาในปี พ.ศ. 2447 วัดได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ โครงสร้างไม้จำนวนมากถูกทำลาย แต่ได้มีการบูรณะครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2454 โดยยังคงรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด ส่งผลให้วัดยังคงเอกลักษณ์ศิลปะล้านช้างไว้อย่างชัดเจนจนถึงปัจจุบัน
สถาปัตยกรรมของวัดโดดเด่นในรูปแบบศิลปะล้านช้างผสมผสานอิทธิพลเวียดนามและจีน ตัววิหารหรือสิมมีลักษณะทรงเตี้ย หลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นอย่างงดงาม และมีงานไม้แกะสลักที่ละเอียดประณีต โดยเฉพาะลวดลายหน้าบันที่สะท้อนศิลปะช่างเวียงจันทน์อย่างชัดเจนบริเวณบันไดทางขึ้นวิหารมีปูนปั้นรูป “สิงห์คายนาค” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนความเชื่อเรื่องพญานาคในลุ่มแม่น้ำโขง โดยสื่อถึงการเชื่อมโยงระหว่างพุทธศาสนาและความเชื่อพื้นถิ่นได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ยังมีรูปสิงห์แบบศิลปะญวนซึ่งแสดงถึงการผสมผสานวัฒนธรรมในอดีตภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ โดยเฉพาะ “พระองค์หลวง” พระประธานปางมารวิชัยที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง รวมถึงพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์และพระพุทธรูปงาช้างที่ถือเป็นโบราณวัตถุสำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง วัดแห่งนี้จึงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของผู้คนริมน้ำ และยังอยู่ใกล้กับ “หาดมโนภิรมย์” ซึ่งเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่น้ำลดจนเกิดหาดทรายกว้างปัจจุบันวัดมโนภิรมย์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร และยังคงเป็นทั้งศูนย์กลางทางศาสนา แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความรุ่งเรืองของศิลปะล้านช้างในดินแดนลุ่มน้ำโขงอย่างชัดเจน